เพื่อให้การพัฒนาโค้ดเป็นระเบียบ เข้าใจง่าย และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรเจกต์นี้ใช้หลักการตั้งชื่อ branch ตามหมวดหมู่ดังนี้:
-
ใช้รูปแบบ:
<type>/<short-description> -
type= ประเภทของการเปลี่ยนแปลง -
short-description= คำอธิบายสั้น ๆ (ภาษาอังกฤษสั้น กระชับ, คั่นด้วย-)
ตัวอย่าง:
feature/add-user-login
fix/resolve-auth-bug
refactor/improve-db-layer
- ใช้เมื่อ: เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ หรือเพิ่มความสามารถใหม่เข้าระบบ
- ตัวอย่าง:
feature/add-dashboardfeature/payment-integration
- ใช้เมื่อ: แก้ไขบั๊กทั่วไปที่พบ
- ตัวอย่าง:
fix/login-errorbugfix/email-sending
- ใช้เมื่อ: ปรับปรุงโครงสร้างโค้ด, เพิ่มคุณภาพโค้ด แต่ไม่เพิ่มฟีเจอร์ และไม่แก้บั๊กโดยตรง
- ตัวอย่าง:
refactor/cleanup-controllersrefactor/optimize-query
- ใช้เมื่อ: งานเบ็ดเตล็ด เช่น อัปเดต dependency, ปรับ CI/CD, config, tooling
- ตัวอย่าง:
chore/update-dependencieschore/setup-prettier
- ใช้เมื่อ: แก้บั๊กด่วนใน production ที่ต้องแก้ทันที
- ตัวอย่าง:
hotfix/fix-critical-crashhotfix/patch-security-issue
- ใช้เมื่อ: แก้ไขหรือเพิ่มเอกสาร เช่น README, Wiki, API docs
- ตัวอย่าง:
docs/update-readmedocs/add-api-guide
การตั้งชื่อ branch ให้ชัดเจน จะช่วยให้ทีม:
- เข้าใจ scope ของงานได้ทันที
- จัดการ PR/MR ได้ง่าย
- ลดความสับสนในการ merge